▶ Money Plus Special (03/08/69)
***ส่องทิศทางตลาดหุ้นไทย เดือนสิงหาคม : ท่ามกลางความผันผวน
**ภาพรวมตลาดหุ้นเดือนสิงหาคม: "ความวิงเวียนบนทิศทางขาขึ้น"
* สภาวะตลาด: ตลาดมีความผันผวนสูงจนน่า "วิงเวียน" เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่คาดเดายาก ทั้งเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่พลิกไปมา และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีท่าทีที่เข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น
* แนวโน้มดัชนี: แม้จะผันผวนแต่คาดว่าเป็นลักษณะ Sideway to Sideway Up โดยทางเอเซีย พลัส ได้ ปรับเป้าหมาย SET Index ปลายปีขึ้นเป็น 1,720 จุด (จากเดิม 1,580 จุด)
* ปัจจัยหนุน: การปรับเป้าหมายขึ้นไม่ได้มาจากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น (ยังคงเป้าที่ 1.2 ล้านล้านบาท) แต่มาจากการปรับลดค่าความเสี่ยง (Equity Risk Premium) ลง เนื่องจากเห็นเม็ดเงิน (Flow) เริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยที่มี Valuation ถูกกว่าตลาดโลก
**ปัจจัยแวดล้อมที่ต้องจับตา
* สงครามและราคาน้ำมัน: สถานการณ์สงครามส่งผลโดยตรงต่อราคา Commodity และน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวผลักดันเงินเฟ้อ ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังมีความไม่แน่นอน
* กลุ่ม AI และ Tech: หุ้นกลุ่ม AI ทั่วโลกมีความผันผวนสูง เพราะ Valuation ที่สูงมากต้องรองรับด้วยการเติบโตของกำไรที่สูงตามคาด หากต่ำกว่าคาดจะเกิดแรงเทขายทันที นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่สมดุลใน Supply Chain ของ AI ที่ยาวและซับซ้อน
* อัตราดอกเบี้ยในไทย: คาดว่าจะ "ยืน 1" (คงอยู่ที่ 1%) ไปอีกนาน เนื่องจากเงินเฟ้อไทยยังอยู่ในกรอบ และแบงก์ชาติมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจ
**กลยุทธ์และหุ้นเด่น (Top Picks)
เน้นกลุ่ม Domestic Play ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยและมี Valuation ต่ำ
* KBANK : ราคาหุ้นยังมี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า (ซึ่งถือว่าถูกเมื่อเทียบกับธนาคารในต่างประเทศ) และคาดการณ์ปันผลเกือบ 5% เป้าหมายพื้นฐานปี 2570 ที่ 259 บาท
* BDMS : มีโครงการใหม่ที่น่าสนใจ (ตรงศาลาแดง-สวนลุม) และให้ปันผลในระดับที่ดีประมาณ 4.6% สำหรับหุ้นกลุ่ม Healthcare เป้าหมายปีนี้ 23 บาท และปีหน้า 25 บาท
* CENTEL : รับประโยชน์จากช่วง High Season ในไตรมาส 4 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและอาหาร เป้าหมายปีนี้ 45 บาท และปีหน้า 50 บาท
**ความรู้ระหว่างบรรทัด (Insights & Concepts)
* กลไกการปรับเป้าดัชนีด้วย ERP: การที่ดัชนีเป้าหมายเพิ่มขึ้นทั้งที่กำไรเท่าเดิม เกิดจากการลด Equity Risk Premium (ERP) หมายความว่านักลงทุนยอมรับผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการซื้อหุ้นที่ต่ำลงได้ เพราะมองว่าความเสี่ยงของตลาดลดลง หรือมีเม็ดเงินไหลเข้ามากดดันให้ราคาต้องขยับขึ้น
* ความเสี่ยงเชิงระบบต่ำ: ปริมาณการใช้ Margin (กู้เงินมาซื้อหุ้น) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 30% ของจุดสูงสุดในอดีต (1.6 แสนล้านบาท) ทำให้โอกาสที่จะเกิดการเทขายรุนแรงจาก Force Sell ทั่วทั้งตลาดมีน้อย
* การอวสานของดอกเบี้ยขาลง: สำหรับกลุ่มธนาคารไทย มองว่ายุคดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดแล้ว ซึ่งเป็นบวกต่อการรักษาฐานกำไรและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) ในระยะยาว
**คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
1. ห้าม "ซื้อแล้วลืม": ในสภาวะที่ปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไว นักลงทุนต้องมอนิเตอร์และทำการบ้านตลอดเวลา ไม่ควรซื้อหุ้นทิ้งไว้โดยไม่ติดตามสถานการณ์
2. ใช้กลยุทธ์ Sector Rotation: เมื่อตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย Flow หุ้นบางกลุ่มจะถึงราคาเหมาะสมเร็วมาก นักลงทุนต้องพร้อมปรับเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมให้ทันเหตุการณ์
3. การบริหารกำไรด้วย Stop Profit: สำหรับหุ้นที่มีกำไรแล้วแต่ยังไม่มีข่าวร้าย (เช่น TTB) แนะนำให้ใช้การเลื่อนจุดขายทำกำไรขึ้นไปเรื่อย ๆ (Trailing Stop) เพื่อล็อคกำไรในขณะที่ยังเปิดโอกาสให้กำไรวิ่งต่อได้
4. อดทนกับหุ้น Laggard: หุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังไม่ไปไหน (เช่น CPALL) อาจต้องรอปัจจัยหนุนตามฤดูกาล เช่น ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของกำไร
( **มุมมอง : คุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ( บล. เอเซีย พลัส ) ให้สัมภาษณ์ ในรายการ Money Plus Special (03/08/69) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตามสถานการณ์ ณ ขณะนั้น นักลงทุนควรใช้วิจารณญาณประกอบการตัดสินใจนะครับ)
**ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
ในรายการ Money Plus Special (03/08/69)
**มุมมอง SET เดือน ส.ค. “ความกลัว/ความหวัง/ความผันผวน”? หุ้นแบงก์บนเส้นทางดอกเบี้ยสูง? คุณเทิดศักดิ์ (03/08/69)
*คลิกลิงค์เพื่อรับชม https://youtube.com/live/lBmugo0I--Y
#MoneyPlusSpecial #MoneyPlusByYuthana
#การลงทุนมีความเสี่ยงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
*Disclaimer “สำหรับข้อมูลและเนื้อหาในรายการมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มุมมอง มิใช่การแนะนำ หรือเชิญชวน หรือชักจูง ในการลงทุนส่วนบุคคล แต่เป็นเพียงนำเสนอมุมมองและข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น.”








