***สร้างพอร์ตระยะยาวด้วยหุ้นปันผลอย่างไร ไม่ติด "กับดักหุ้นปันผล"?
สำหรับการเลือกหุ้นปันผลเด่นเข้าพอร์ตในระยะยาว จากมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ฟิลลิปได้เลือกหุ้นที่น่าสนใจ พร้อมทั้งหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก "กับดักหุ้นปันผล"
**หลักทรัพย์ฟิลลิป ได้คัดเลือกหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอย้อนหลัง 5 ปี และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) คาดการณ์ในปี 2569 ตั้งแต่ 5% ขึ้นไป โดยมีตัวอย่างหุ้นเด่นในกลุ่มต่าง ๆ
• กลุ่มอสังหาริมทรัพย์:
◦ TFG (Thai Foods Group): คาดการณ์ปันผลสูงถึง 11.51%.
◦ SC Asset: คาดการณ์ปันผล 8.72%.
◦ SCC: คาดการณ์ปันผล 7.64%.
◦ SPALI : คาดการณ์ปันผล 6.32%.
◦ AP : คาดการณ์ปันผล 6.26% ซึ่งมีความโดดเด่นในการจัดการหนี้ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม.
• กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน:
◦ TISCO: คาดการณ์ปันผล 6.98% และได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลงน้อยกว่าแบงก์อื่นเนื่องจากเน้นสินเชื่อเช่าซื้อ.
◦ TCAP : คาดการณ์ปันผล 6.84%.
◦ KTB : คาดการณ์ปันผลประมาณ 5.9-6% โดยมีประเด็นบวกจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ.
• กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค:
◦ PTTEP : คาดการณ์ปันผล 6.88%.
◦ TTW : คาดการณ์ปันผล 6.59%.
◦ PTT : คาดการณ์ปันผล 5.27% มีความน่าสนใจจากการปรับโครงสร้างกลุ่มเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง.
• กลุ่มอื่น ๆ สำหรับถือยาว:
◦ BDMS (โรงพยาบาลกรุงเทพ): แนะนำเป็นหุ้นที่ ถือลงทุนระยะยาวได้ เนื่องจากราคาลงมาค่อนข้างมาก และธุรกิจมีแนวโน้มขยายตัวตามความต้องการใช้บริการที่หนาแน่น รวมถึงโอกาสจากนโยบาย Medical Hub.
**วิธีเลือกหุ้นเข้าพอร์ตระยะยาว (Investment Highlights)
การเลือกหุ้นปันผลไม่ควรดูเพียงแค่ "ตัวเลขอัตราปันผล" ในบรรทัดสุดท้ายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อความยั่งยืนของพอร์ต:
1. อย่าดูแค่ Dividend Yield เพียงอย่างเดียว: ต้องแยกให้ออกว่าที่ปันผลสูงนั้นมาจากกำไรที่เติบโตจริง หรือเป็นเพราะราคาหุ้นตกลงมามากจนทำให้ตัวเลข Yield ดูสูงขึ้น (ซึ่งอาจเป็นสัญญาณอันตราย).
2. ตรวจสอบความสม่ำเสมอ: ควรเลือกหุ้นที่มีประวัติการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน เช่น ย้อนหลัง 5 ปี เพื่อยืนยันความสามารถในการทำกำไรและนโยบายการจ่ายเงินของบริษัท.
3. วิเคราะห์พื้นฐานและทิศทางธุรกิจ: ดูแนวโน้มการเติบโตในอนาคตและโครงสร้างธุรกิจว่ายังสนับสนุนการจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อไปหรือไม่.
4. พิจารณาปัจจัยมหภาคประกอบ: เช่น หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มักได้รับแรงหนุนหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย.
5. ความแข็งแกร่งทางการเงิน: เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน.
โดยสรุปเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยคือเรื่องการจ่ายปันผล ซึ่งดัชนีหุ้นปันผลสูง (SET HD) มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 6.7% ซึ่งถือว่าดึงดูดใจนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ดีในระยะยาว
***ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้
ในรายการ Money Plus Special (29/01/69)
>> คลิกชมย้อนหลัง Money Plus Special ทั้งหมด
#MoneyPlusSpecial #MoneyPlusByYuthana
#การลงทุนมีความเสี่ยงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
Disclaimer “สำหรับข้อมูลและเนื้อหาในรายการมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มุมมอง มิใช่การแนะนำ หรือเชิญชวน หรือชักจูง ในการลงทุนส่วนบุคคล แต่เป็นเพียงนำเสนอมุมมองและข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น.”








